|
พณฯ สมัคร-คุณหญิงสุรัตน์ สุนทรเวช |
|
|
|
|
วันอังคารที่ 01 ธันวาคม 2009 เวลา 15:26 |
|

โดย เม็ดหินสีน้ำเงิน พณฯ สมัคร-คุณหญิงสุรัตน์ สุนทรเวช ไม่หรูหรา ไม่เอิกเกริก นายกฯ สมัคร เสียเงินแค่ ๘๐ บาท แต่งภรรยาอยู่กันมาทุกวันนี้ นายกรัฐมนตรีคนล่าสุดของเมืองไทยพบรักกับ " สุรัตน์ นาคน้อย " คู่ชีวิตเมื่อครั้งที่ทั้งคู่กำลังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยฝ่ายชายเรียนคณะนิติศาสตร์ ส่วนฝ่ายหญิงเรียนคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี
ตอนที่ " คู่รักท่าพระจันทร์ " คู่นี้ตกลงปลงใจหมั้นหมายกันนั้น อดีตผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ ทำงานเป็นผู้จัดการแผนกอะไหล่ บริษัทขายรถยนต์และรถแทรกเตอร์ ได้เงินเดือน ๓,๕๐๐ บาท ส่วนคุณหญิงสุรัตน์ก็ทำงานแล้วเช่นกัน แต่ได้เงินเดือนน้อยกว่า ๒,๐๐๐ บาท ทว่าทั้งคู่ยังคงมีภาระต้องส่งเสียน้องให้เรียนหนังสืออยู่ จึงยังมิได้คิดจะลงหลักปักฐานด้วยกันเลยทันทีในตอนนั้น แต่สาเหตุที่ทำให้ทั้งคู่ต้องทำพิธีหมั้นกันเรียกว่าที่กำหนดไว้ เป็นเพราะน้องชายของผู้ก่อตั้งพรรคประชากรไทยได้เขียนจดหมาย มาชักชวนพี่ชายให้เไปรียนเพิ่มเติมด้านบัญชีและบริหารธุรกิจที่มลรัฐชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งคนเป็นพี่เองก็เห็นชอบด้วย แม้ว่าจะเป็นการไปเรียนก่อนแล้วจึงค่อยผ่อนชำระทีหลังก็ตาม
เมื่อนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับแฟนสาวก็ได้รับคำตอบว่า
" ไปก็ดี กลับมา จะได้แต่งงานกัน "
เมื่อคำตอบเป็นเช่นนี้ นายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๕ ของไทยก็รีบจัดการขอหมั้น จองตัวสาวเจ้าไว้ก่อนทันที แถมยังช่วยกันหาเช่าที่ดินเพื่อ ปลูกบ้านไว้เป็นเรือนหอรอรักและทำพิธีหมั้นกันที่บ้านหลังนี้ ก่อนที่คนขอหมั้นจะบินไปเรียนต่อแค่ ๒ วันเท่านั้น ( ปี ๒๕๐๙ )
แรกเริ่มเดิมที ทั้งคู่ตกลงกันว่าเมื่อฝ่ายหนึ่งเรียนหนังสือจบแล้ว จะช่วยกันทำงานเก็บเงินเพื่อให้อีกฝ่ายบินตามไปแต่งงานที่โน่น แต่ ครั้นพอเรียนจบ เริ่มทำงานเก็บเงินเข้าจริง ๆ ต่างคนต่างก็รู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ดังที่อดีตสมาชิกวุฒิสภา ระบบเลือกตั้งปี ๒๕๔๙ ว่าไว้ในหนังสือ " สมัคร ๖๐ " ว่า
" พอทำเข้าจิรง ๆ ก็รู้สึกว่ามันไม่ไหว สำหรับแค่ค่าเครื่องบินของตัวเอง เดินทางกลับนั้นพอหาได้ แต่ถ้าจะหาค่าเครื่องบินไปกลับสำหรับ คู่หมั้นด้วยนั้นเห็นทีต้องรออีกหลายเดือนเต็มที
ตอนนั้นผมเองก็มีโปรแกรมจะต้องแวะไปดูงานที่อังกฤษ เลยลองคิดจะขยับมาแต่งงานกันที่ลอนดอนแต่ว่าค่าเครื่องบินก็ยังแพง อยู่ดี สุดท้ายจึงตัดสินใจเลือกไปแต่งงานกันที่สถานเอกอัครราชฑูตไทยในกรุงโตเกียวประเทศญี่ปุ่น "
สาเหตุที่ต้องเลือกแต่งงานในต่างประเทศแทนที่จะบินกลับมาแต่งที่บ้านเกิดเมืองนอนนั้น มีเหตุผลหลัก ๆ เหตุผลเดียวที่ผู้ดำเนิน รายการ " ชิมไปบ่นไป " บอกอย่างไม่อาย คือ...
" ทำไมผมสองคนถึงได้ดิ้นรนอยากจะออกมาแต่งงานที่เมืองนอก คำตอบที่บอกได้โดยไม่ต้องอายก็คือเราไม่มีเงิน
เพราะเราเคยนั่งคิดกันแล้วว่าในฐานะที่เคยเป็นชาวมหาวิทยาลัยที่ออกจะเป็น คนที่มีเพื่อนฝูงมากทั้งคู่ ถ้าแต่งงานแล้วมีเลี้ยงดูกันอย่าง พอสมควรในเมืองไทย ค่าใช้จ่ายเห็นจะไม่ต่ำกว่า ๔-๕ หมื่นบาท
เงินขนาดนี้ ผมจะไปหากันมาจากที่ไหน
แต่ถ้าเลือกไปแต่งงานที่สถานฑูตไทยในญี่ปุ่นตอนที่ผมเดินทางกลับหลังจากเรียนหนังสือจบ คู่หมั้นของผมจะเสียเพียงแต่ค่าเครื่องบิน ไปกลับกรุงเทพ-โตเกียวราคา ๗,๓๐๐ บาท โดยวิธีซื้อแบบบินก่อนแล้วค่อยมาผ่อนทีหลัง เพียงแค่เดือนละสามร้อยกว่าบาทเท่านั้นเอง
ผมจึงเลือกแต่งงานโดยวิธีนี้
เมื่อเลือกวิธีวิวาห์ได้แล้ว แจ้าของฉายา " จมูกชมพู่ " ก็ลงมือเขียนจดหมายถึงสถานฑูตไทยในโตเกียว แจ้งความประสงค์ไปว่าจะขอ ทำพิธีแต่งงานที่นี่และขอความกรุณาท่านฑูตช่วยรดน้ำให้เป็นสิริมงคล ในตอนที่จดทะเบียนสมรสเสร็จแล้วด้วย ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่ วางไว้ ท่านฑูตรับปากว่ายินดีจะจัดการทุกอย่างให้ คนที่เป็นฝ่ายขอความช่วยเหลือจึงสบายใจ รีบนัดหมายให้คู่หมั้นได้รู้กำหนดการทันที
แต่แล้วหัวหน้าพรรคพลังประชาชนก็ต้องใจแป้ว เมื่อบินไปถึงโตเกียวแล้วรีบบึ่งไปสถานฑูตเพื่อจัดเตรียมงานกับเจ้าหน้าที่ แต่กลับ ต้องพบกับข่าวร้ายที่กงสุลแจ้งว่า " คุณแม่ของท่านฑูตถึงแก่กรรม ท่านฑูตต้องรีบกลับเมืองไทยด่วน "
พอกงสุลแจ้งข่าว ผมก็ใจไม่ค่อนดีแต่ก็บอกกงสุลว่า ถ้างั้นพรุ่งนี้ ผมมาขอจดทะเบียนตามที่นัดหมายเอาไว้ก็แล้วกัน บังเอิญท่านอุปฑูตอยู่ตรงนั้นด้วยพอดี ท่านบอกว่า
" เอาอย่างนี้เถอะคุณสมัคร นาน ๆ จะมีคนมาจดทะเบียนแต่งงานที่สถานฑูตสักที ที่นี่มีเครื่องไม้เครื่องมือสำหรับทำพิธี แต่งงานอยู่พร้อม ถ้าหากคุณอยากจะให้มีรดน้ำรดท่าด้วย พรุ่งนี้ผมจะเปิดห้องพระตั้งโต๊ะทำพิธีให้ และถ้าหากคุณอยากได้แขก รดน้ำ ผมจะจัดการเชิญแขกมาตรฐานคือแขกที่มางานประจำของสถานฑูต เช่น ท่านผู้ช่วยฑูตทหารทั้งสามเหล่าทัพ ท่านฑูต พาณิชย์ แล้วก็ยังมีพวกพ่อค้า นายธนาคารรวมกันก็ ๓๐ กว่าคนมาเป็นแขกรดน้ำให้ เอาไหม "
วันรุ่งขึ้น ทุกอย่างก็เป็นไปตามที่อุปฑูตได้พูดเอาไว้ ที่สำคัญ ดีกว่าที่เจ้าบ่าวซึ่งตอนนั้นอายุ ๓๓ ได้ตั้งใจไว้แต่แรกเสียอีก
" พอจดทะเบียนสมรสเสร็จ ท่านอุปฑูตจัดการเปิดห้องพระตั้งตั่งตั้งเตียง มีหมอนมาหมอบ มีพานมารอง ข้างนอกสถานฑูต รถราจอดกันเต็มหมด มีแขกมาราว ๓๐ คนอย่างท่านว่า พอถึงเวลาทำพิธี ท่านอุปฑูตก็เป็นประธานให้จุดธูปเทียนหน้าพระ บังเอิญมีเพื่อนที่เคยเรียนธรรมศาสตร์ด้วยกันมาทำงานอยู่ที่สถานฑูตด้วย ๒ คน คนหนึ่งอาสาให้น้ำสังข์ อีกคนบอกว่าจะเป็น ช่างภาพให้
" พอได้เวลา ผมกับคู่หมั้นก็หมอบลงที่โต๊ะรดน้ำ บรรดาแขกที่ท่านอุปฑูตกรุณาเชื้อเชิญมาให้ก็เข้ามารดน้ำให้พรกันเป็นแถว พอรดน้ำเสร็จแล้ว ท่านอุปฑูตสั่งให้เปิดแชมเปญออกรินแจกแขก แล้วท่านก็เชิญแขกเหรื่อที่มาในงานให้กล่าวอวยพรรวมทั้งตัว ท่านเองด้วย เสร็จแล้วตัวผมก็กล่าวขอบพระคุณเป็นคนสุดท้าย ท่านกงสุลมอบทะเบียนสมรส แล้วก็ให้ของขวัญวันแต่งงานห่อใหญ่ เบ้อเริ่มเทิ่ม พิธีการเสร็จเรียบร้อยเหมือนกับแต่งงานอยู่ในเมืองไทยไม่มีผิด "
แทบไม่น่าเชื่อว่า ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ทางสถานฑูตคิดค่าธรรมเนียมเป็นเงินแค่ ๘๐ บาทเท่านั้น นับว่าเหนือความคาดหมายของ เจ้าบ่าวและเจ้าสาวเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ทั้งสองคนจึงยังมีเงินเหลือมากพอที่จะไปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ต่อในญี่ปุ่น ไต้หวัน และฮ่องกงได้อีกถึง ๒ อาทิตย์
หลังจากแต่งงานแล้ว คู่สร้างคู่สมคู่นี้มีลูกแฝดหญิงด้วยกันคู่หนึ่งและหัวหน้าครอบครัวก็ได้เริ่มเล่นการเมืองเป็นครั้งแรก โดยการสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อปี ๒๕๑๑ และได้รับเลือกตั้งให้เป็นสมาชิกสภาเทศบาลกรุงเทพมหานคร เมื่อปี ๒๕๑๔ ในขณะที่ตอนนั้นลูก ๆ เพิ่งอายุได้เพียง ๒ ขวบกว่า ๆ เท่านั้น และจากการที่ศรีภรรยาทำงานในตำแหน่งที่ปรึกษา การเงินของ บจม. กรุงเทพผลิตผลอุตสาหกรรม ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ ตั้งแต่ปี ๒๕๐๐ จนถึงปัจจุบัน สถานะทางการเงินของเธอ จึงมั่นคงพอที่จะดูแลครอบครัวได้อย่างไม่เดือดร้อน ทั้ง ๆ ที่ " คนเป็นสามี " ทำงานด้านการเมืองเพียงอย่างเดียวมาตั้งแต่ปี ๒๕๑๖ โดยไม่เคยทำงานประจำ กินเงินเดือนกับหน่วยงานใดอีกเลย
เรื่องนี้ คุณสมัครเคยบอกว่า
" ตอนเป็นผู้ว่า กทม. ผมได้เงินเดือน ๑ แสนบาท กับค่ารับรองอีก ๒,๕๐๐ บาท แต่ไม่มีเงินเหลือหรอก สังคมเอาไปกินหมด ไม่มี เหลือให้คุณหญิงเลย เขาก็ใช้ของเขา เงินเดือนของเขามากกว่าผมตั้ง ๓ เท่า คุณหญิงจึงอยู่ได้ไม่เดือดร้อน
ส่วนเรื่องการทำกับข้าวกับปลานั้น ความจริงคุณหญิงก็ทำได้ แต่เขาไม่ค่อยทำเพราะว่าผมเป็นคนทำตลอด เนื่องจากผมชินกับการ เข้าครัวทำกับข้าวให้พ่อแม่พี่น้องกินมาตั้งแต่เด็ก ๆ เขาก็เลยไม่ค่อยทำ "
ปัจจุบันกิ่งทองใบหยกคู่นี้ครองรักครองเรือนกันมานานกว่า ๔๐ ปีแล้ว แต่เรามักไม่ค่อยได้เห็นคุณหญิงสุรัตน์ออกงานเคียงคู่ กับสามีบ่อยเท่าใดนัก ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อสามีได้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว คนไทยจะมีโอกาสได้เห็นคุณหญิงบ่อยขึ้นกว่าเดิม ในฐานะ " ภริยาของผู้นำประเทศ " หรือเปล่า
|
|
LAST_UPDATED2 |